เมนูเพิ่มเติม
เข้าชม: 439|ตอบกลับ: 0

[Prince Member]


Saitama Inori วันแม่ 2559

  • โมเอะ: 1320
  • Money: 2054
  • Tz: 1329
  • Posts: 327
  • Donate: 0 THB
  • Joined: 14-11-2015
พลังน้ำใจ: 4622
   Pet:
Rachel Alucard
อะไรเหรอ?

โพสต์เมื่อ 22-7-2018 21:10:28 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Eifer เมื่อ 31-8-2018 08:44

Blaze Heatnix เบลซ ฮีทนิกซ์ เพชรฆาตวิหคอมตะ

ตอนที่ 7 : วิหารแสงจันทร์







    'วิหารแสงจันทร์' คือชื่อของวิหารอันใหญ่โตที่ตั้งอยู่บริเวณเหนือสุดห่างจากจักรวรรดิ 'มิเชลเลีย' หลายสิบกิโลเมตร วิหารที่สร้างจากอิฐหนาและมีความสูงเทียบฟ้าปกป้องบ้านเมืองที่อยู่ด้านล่างที่ถูกปกครุมด้วยสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ แสงจันทร์ที่ส่องลงมาจากยอดวิหารของพวกเขาส่องแสงเพียบความอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ ต้นสนใหญ่โตที่ถูกหิมะปกครุมจนแทบจะไม่เห็นสีเขียวของใบพืชมานานนับปี กระนั้นเองวิหารแห่งนี้ก็มีความสุขดีด้วยพลังจากหินแสงจันทร์บนยอดวิหารที่มอบความอบอุ่นมาให้ ต้องขอบคุณอัจฉริยภาพของของราชินีแห่งวิหารแสงจันทร์นามว่า 'แอสเทีย' ผู้สืบสายเลือดแห่งจักรวรรดิมิเชลเลียอีกคน และเธอมีอาจารย์เป็นแม่ทัพใหญ่ของจักรวรรดิมิเชลเลียอย่าง 'แบล็กฮาร์ด' ก่อนที่พระองค์จะได้ขึ้นมาเป็นองค์ราชินีของที่นี่ ตอนนั้นพระองค์มีอายุเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น


   แม้จะมีสิทธิในบัลลังก์แห่งจักรวรรดิมิเชลเลีย พระองค์กลับไม่สนใจจะขึ้นครองบัลลังก์ทองคำนั่น แต่เลือกสร้างวิหารขึ้นเองและกลายเป็นดินแดนพันธมิตรรัฐกันชนที่ทำหน้าที่ปกป้องจักรวรรดิมิเชลเลียจากอริราชศัตรูมานาน


   วิหารอันแข็งแกร่งแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับสิ่งที่น่ากลัวที่อยู่นอกชายแดนฝั่งมนุษย์ ห่างจากที่นี่ลึกเข้าไปในป่าสนนั้นคือที่อยู่ของพวก 'ลิซาร์ด' มนุษย์กิ้งก่าที่ชอบบุกเข้าโจมตีวิหารแห่งนี้มานานแต่ก็มิอาจบุกได้สำเร็จเพราะองค์หญิงลูน่าที่กลับมาจากการเซ็นสัญญาพันธมิตรได้รับดาบ 'เพลิงพิพากษา' และการฝึกฝนเพลงดาบจากอัศวินไร้เทียมทาน 'เบลซ' ก็เลยทำให้พวกมันจึงมิอาจตีฝ่ากองทัพของลูน่ามาได้


    แต่ทว่าประชากรของพวกลิซาร์ดเพิ่มขึ้นเร็วผิดธรรมชาติ เทียบกับประชากรของมนุษย์ที่เสียเปรียบเรื่องเวลาเช่น การคลอดบุตร การเลี้ยงดู และการฝึกฝน พวกเค้าก็มิอาจจะรับมือกับกองทัพของลิซาร์ดได้ตลอดไป ราชาแห่งวิหารแสงจันทร์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยวัยเพียง 37 ปี ทว่าก่อนสิ้นใจนั้น พระองค์ได้ฝากฝังให้บุตรีของพระองค์ให้ออกเดินทางตามหา 'อาวุธเทพ' ที่จะปรากฏอยู่ในคฤหาสน์ผีสิงในเร็วๆ นี้ ดอกไม้งามกลางหิมะภายใต้แสงจันทร์ 'ลูน่าไชลด์' เจ้าหญิงผู้กล้าแกร่งและมีเส้นผมสีขาวเงินที่ส่องแสงประกายเหมือนเพชร ผู้ครอบครองดาบเพลิงพิพากษา ก็ได้ยกทัพออกไปหาอาวุธที่ราชาแห่งวิหารแสงจันทร์บอกเอาไว้ก่อนจะสิ้นพระชนม์ไป


   ตัดภาพมาที่ขบวนทัพของลูน่าที่กำลังจะไปถึงวิหารแสงจันทร์ในอีกไม่ช้า


   "นี่!! ปล่อยพวกเราออกไปนะ!!"


   ภายในลูกกรงที่อยู่บนรถม้าที่อยู่ท้ายขบวนของกองทัพวิหารแสงจันทร์นั้นมีร่างของคนสามคนถูกจับกุมคุมขังเอาไว้ในนี้ แน่นอนว่าคนหนึ่งเลือกเกาะลูกกรงที่หนาวเย็นยะเยือกแล้วตะโกนเรียกให้ทหารที่จับขังมาปล่อยตัวออกไป ขณะที่อีกสองคนนั้นเลือกนั่งอยู่ตรงกองฟางที่ใช้แทนเตียงนอนอยู่เงียบๆ




    "ปล่อยเราออกไปนะ!! ถ้าไม่ปล่อยออกไปจะพังไอ้ลูกกรงขังนี่ให้ยับเยินเลย ปล่อยเรานะ!!"


    ผู้ส่งเสียงร้องไม่พอใจนั้นคือหญิงสาวผมยาวตรงสีแดงที่ถูกย้อมสีเอาไว้ เธอคนนี้คือเพชรฆาตวิหคอมตะ 'ไอริส ออรันเจโร่' ผู้ที่สังหารปีศาจวิหคเพลิงแล้วได้รับพลังความเป็นอมตะ ซึ่งถูกจับมาพร้อมกับชายหนุ่มและหญิงสาวผู้ที่เป็นถึงระดับองค์หญิงที่อยู่ไม่ไกลกันมากนัก ชายหนุ่มที่มีบาดแผลทุบตีบนใบหน้านั่งขัดสมาธิพลางทำสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้มีทีท่าทุกข์ร้อน เขามองไปที่ไอริสที่พยายามใช้แรงเขยื่อนลูกกรงแล้วบอกเธอว่า


   "เฮ้ ไอริสใจเย็นๆ ลงหน่อยเถอะ มานี่มา...มานั่งรอข้างๆ ฉันดีกว่า"


   "รอบ้านแกสิเบลซ นี่ไม่เห็นหรือว่าเรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหนกันล่ะ?"


    "เห็นแล้วครับเห็นแล้ว เห็นเต็มๆ สองตาเลยล่ะ"

    เบลซกระพริบตาที่บอบช้ำให้ไอริสดู


    "เห็นแล้วทำไมถึงใจเย็นอยู่ได้ล่ะ นี่พวกเราถูกจับอยู่นะ"


    ใช่แล้ว เพราะตอนนั้นที่เซชิเลียกับไอริสรุมกระทืบเบลซในห้องนอนของลูน่า พวกทหารกองใหญ่ในขบวนเคลื่อนทัพมาล้อมกรอบพวกเค้าทั้งสามคนเอาไว้พร้อมกับสั่งให้วางอาวุธขณะที่ลูน่าที่เพิ่งจะตื่นนอนก็ถูกแม่ทัพคนหนึ่งพาตัวไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ไอริสเตรียมที่จะปล่อยพลังเปลวเพลิงแต่ก็ถูกเบลซขัดขวางเอาไว้ ทั้งสามคนจึงถูกลากตัวไปยัดใส่เกวียนคุก ทำเอาหญิงสาวผู้ที่เป็นเพชรฆาตวิหคอมตะไม่พอใจเป็นการใหญ่จนจะปล่อยพลังเปลวเพลิงทำลายคุกให้ราบคาบไปแล้ว ถ้าเบลซไม่ห้ามเอาไว้


   "นี่ถ้านายไม่ห้ามเอาไว้ล่ะก็ฉันคนนี้จะใช้พลังเผาคุกนี่ให้ราบไปแล้ว"

   ไอริสสะบัดหน้าไม่พอใจแล้วมานั่งอยู่ข้างเบลซ


   "ขืนเธอทำแบบนั้น พวกทหารที่อยู่ที่นี่ก็จะรู้ตัวจริงของเธอนะว่าเป็นปีศาจน่ะ แล้วเธอก็จะกลายเป็นคนที่ถูกไล่ล่าเอานะ"


   "ช่างหัวพวกมันสิ"


   "ช่างหัวมันได้ยังไงเล่า เธอจะมีอันตรายนะ"


   "ก็มัน..."


   ไอริสขยับตัวเข้าใกล้เบลซชนิดไหล่ต่อไหล่จนสัมผัสความอบอุ่นของเบลซได้


   "ถ้ามีอันตรายจริงๆ นายจะเข้ามาปกป้องฉันมั้ยล่ะ?"


   ไอริสยิ้มแบบสาวน้อยไร้เดียงเชิงหยอกล้อใส่เบลซ ซึ่งชายหนุ่มได้แต่หัวเราะออกมา


   "ฮ่าๆๆ ก็นะ..."


   "นี่ฉันพูดจริงนะ ถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมาจริงๆ ฉันจะเรียกให้นายเข้ามาช่วยแล้วกันนะ"


    "ก็ได้ๆ"


    คำพูดของไอริสทำให้เบลซปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังกว่าเดิม


    "ฮ่าๆๆๆ เธอนี่มันเหลือเกินจริงๆ เลยนะ ฮ่าๆๆๆ"


    "หัวเราะออกมาแล้วเหรอ?"

    เซชิเลียพูด


    "หา?"

    เบลซไม่เข้าใจที่เซชิเลียพูด


    "เท่าที่ฉันสังเกตนายจนมาถึงตอนนี้ นายหัวเราะมีความสุขกับคำพูดของไอริสได้ถึงขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ"


    เบลซเอียงคอแล้วคิดทบทวนว่า ตัวเองไม่เคยหัวเราะแบบมีความสุขออกมาเลยเหรอ หญิงสาวผู้ที่องค์หญิงแวมไพร์ก็ได้เอามือมาลูบหัวของเขาไปมา


    "เฮ้ยๆ นี่เธอทำอะไรของเธอน่ะ?"


    "ก็ลูบหัวไง"


    "ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าลูบหัว แต่ทำไมต้องลูบหัวฉันด้วย"


    "ก็ไม่ได้ทำแบบนี้กับคนอื่นๆ มานานแล้วไง"


    เบลซมองเซชิเลียทำหน้าเหมือนคนที่ไม่ได้ลูบหัวใครมาหลายร้อยปี ชายหนุ่มที่จ้องหน้าหญิงสาวที่ผู้ที่เป็นองค์หญิงและหัวหน้าทีมกำลังลูบหัวของเขาก็ปล่อยแสงหัวเราะออกมา


    "ฮ่าๆๆ พอสักทีเถอะน่า ฉันรู้แล้วว่าพวกเธอสองคนอายุมากกว่าฉัน แต่อย่าทำเหมือนฉันเป็นเด็กจะได้มั้ย"


    "อย่างน้อยก็ยังเป็นเด็กจริงมั้ยล่ะ"


    เซชิเลียบอกแบบนั้นก็ทำเอาเบลซถึงกับไปไม่เป็น เพราะรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากเดิมหลังจากที่เค้าละทิ้งความเป็นอัศวินไร้เทียมทาน ก่อนหน้านี้ตัวเขาเป็นคนแบบไหนกันนะ เบลซนึกไม่ออก อาจจะเพราะได้อยู่กับคนที่เขาเชื่อใจอย่างไอริสกับเซชิเลียมาทำให้เขาเปลี่ยนไปจนจำตัวเองในอดีตไม่ได้


   "ไม่ต้องเครียดก็ได้นะ นายเวลาทำหน้าเครียดมันดูไม่น่ารักเอาซะเลย"


    "ขอโทษนะ"

    เบลซก้มหัวขอโทษให้กับเซชิเลีย


    "ไม่ต้องขอโทษฉันหรอก แค่นายทำตัวสบายๆ สมกับวัยของนายก็พอแล้ว แค่นั้นฉันก็ดีใจแล้วล่ะ"


    "ฟังแล้วมันดูน่าปวดหัวขึ้นมานะ"


     ระหว่างนั้นเอง อยู่ๆไอริสก็ทำท่าเหมือนหนาวขึ้นมาจนตัวสั่น


     "นี่เธอคนเป็นอะไรไปน่ะ?"


     "ที่นี่มีแต่หิมะก็เลยรู้สึกหนาวขึ้นมาน่ะ อากาศที่นี่เย็นจัง"


     "งั้นเหรอ?"


     เบลซเองก็รู้สึกว่าดินแดนแห่งนี้มันหนาวจริงๆ แม้ว่าจะอยู่ในเกวียนคุกที่ปิดทึบอย่างแน่นหนา จะมีก็แต่ช่องลูกกรงเล็กๆ ที่ปล่อยให้แสงสว่างส่องเข้ามาเล็กน้อยเและลมหนาวที่อยู่ข้างนอกก็พัดผ่านเข้ามาเช่นเดียวกัน ต่อให้หญิงสาวทั้งสองคนนี้ไม่ใช่มนุษย์ก็ไม่แปลกที่จะรู้สึกหนาวขึ้นมาแบบนี้


    "เบลซช่วยกอดฉันหน่อยสิ"


    "หา?"


    "ฉันอยากได้ความอบอุ่นของนายน่ะ"


     เบลซไม่รู้จะทำยังไง เขาจึงทำตามที่ไอริสบอก มือข้างขวาของเขาโอบกอดไอริสแนบแน่นจากทางด้านหลัง สัมผัสอันนุ่มนิ่มและกลิ่นหอมเย้ายวนของไอริสอยู่ชิดเขาอย่างมากเหลือเกิน ทำเอาหัวใจของชายหนุ่มคนนี้เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ตั้งแต่ที่เขาได้นอนกอดกับลูน่าตอนที่เธอยังเด็ก เขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะใจเต้นกับหญิงสาวคนนี้ ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกเธอบังคับให้เป็นข้ารับใช้มาแล้ว แต่ตอนนี้กลับกันที่ว่าเธอมาเป็นข้ารับใช้ของเขาซะเอง ถึงแม้จะเป็นแค่ช่วงเวลานี้ แต่ดูเหมือนเธอจะมีใจให้เขามาโดยตลอด แต่เบลซทำเมินเพราะเขายังไม่พร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เขารอคอยวันที่จะได้ประมือกับ 'แบล็กฮาร์ด' เพื่อเค้นความจริงจากปากของเพื่อนสนิทของเขาให้ได้ แต่ตอนนี้เขากับไอริสกำลังกอดกันแน่นเพื่อคลายความหนาวเย็นให้กันและกัน ส่วนเซชิเลียก็ได้แต่นั่งมองดูทั้งสองนั่งกอดกันและในใจของเธอก็แอบอิจฉานิดๆ


   แกร็ก! แกร็ก!

   เสียงประตูถูกปลดล็อกออกและไม่นานก็มีแม่ทัพทหารคนที่เกือบจะเอาดาบฟันเบลซเมื่อตอนนั้นเดินเข้ามาพร้อมกับทำท่าเคารพให้กับเขา


   "ขออภัยที่เสียมารยาทนะครับ ท่านอัศวินไร้เทียมทาน เราได้ทราบเรื่องจากองค์หญิงของที่นี่แล้วว่าท่านคืออาจารย์ของพระองค์ เราจึงไคร่ขอพาทุกท่านไปยังห้องโถงวบัลลังก์ของวิหารแสงจันทร์เพื่อพบกับองค์ราชินีและองค์หญิงของเราครับ"


   "องค์ราชินีกับองค์หญิงเหรอ?"


   "ใช่แล้วครับ องค์ราชินีผู้ปกครองหนึ่งเดียวของวิหารแสงจันทร์มีความประสงค์จะพบปะพูดคุยกับพวกท่านทั้งสามในตอนนี้ ได้โปรดตามผมมาด้วย"


   "ได้สิ"

   เบลซลุกขึ้นยืน


   "ฉันยินดีจะไปพบกับองค์ราชินีของนาย"


   ไอริสเห็นเบลซทิ้งตัวเองไปแบบนั้นก็หัวเสียขึ้นมาทันที เธอมองหน้าของแม่ทัพคนนั้นแล้วส่งเสียงดังว่า


   "ว่าแต่น่ะเป็นใครกัน"


   "ผมชื่อ 'เรย์นาร์ด' เป็นแม่ทัพใหญ่วิหารแสงจันทร์ครับ"


   "แม่ทัพใหญ่!?"


   "เป็นแม่ทัพใหญ่ที่ดำรงตำแหน่งที่นี่นานแล้วครับ เอาเป็นว่าผมจะคนนำท่านทั้งสามไปเอง"


   "ไปไหน?"


   "ห้องทรงงานขององค์ราชินีน่ะครับ"  


    หลังจากออกจะเกวียนคุกมาไม่นานนัก เรย์นาร์ดและกองทหารประมาณ 10 นาย เดินล้อมหลังพวกเค้าทั้งสามเอาไว้เหมือนคุมกันไม่ให้ทั้งสามออกห่างไปไหน คงเป็นมาตรการความปลอดภัยที่ทำให้ทั้งสามคนไม่สามารถขยับไปไหนหรือทำอะไรตามใจได้


   "ถึงจะเป็นอาจารย์ขององค์หญิงก็ไม่ไว้วางใจสินะ"


   "เบลซ...เบลซ!"


   ไอริสกระซิบที่ข้างหูเบลซ


   "ว่าไง?"


   "ถ้านายต้องการล่ะก็ จัดให้ได้นะ"


   "จัดอะไร?"


   "ก็ฉันจะใช้พลังเพลิงเผาพวกนี้แล้วพวกเราก็เข้าไปชิงโล่อีจิสออกมา และรีบหนีไปจากที่นี่กัน"


   "ฉันเห็นด้วยกับไอริสนะ"

   เซชิเลียพูด


   "ไม่ได้ ทำแบบนั้นไม่ได้"


   "ทำไมล่ะ!?"

   เซชิเลียกับไอริสพูดพร้อมกัน


   "เราไม่ได้เป็นศัตรูกับวิหารแสงจันทร์นะ เดี๋ยวฉันจะเจรจากับองค์ราชินีเรื่องโล่อิจิสเอง"


   "แต่มันดูน่ารำคาญนะ ฉันว่าเราไปชิงโล่นั่นมาแล้วหนีไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?"


   ไอริสบ่นอุบอิบ เธอคงไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะตอนที่อยู่ในเกวียนคุกที่ถูกเรยืนาร์ดมาขัดจัหวะกับเบลซเมื่อสักครู่นี้ นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมเธอถึงแสดงอาการหงุดหงิดออกมาอย่างที่เห็น


   "เอาเถอะน่า เราก็เดินไปตามเกมของเขาก็แล้วกัน"

    เซชิเลียเดินเข้ามาปลอบใจ


   "ถ้าเกิดมีเรื่องอะไรเลวร้ายขึ้นมา ฉันจะจัดการเอง"

    เบลซพูด


    "อื้อ"

    ไอริสยิ้มรับแล้วเดินตามเบลซมาจนกระทั่งเดินมาถึงห้องโถงใหญ่ๆ ที่อยู่ริมสุดของวิหารแห่งนี้พวกทหารหยุดการเคลื่อนไหวลงเพียงเท่านี้แล้วเฝ้าอยู่แค่หน้าประตู ส่วนเรย์นาร์ดก็เดินไปเปิดประตูให้ทั้งสามคน


   "เชิญครับทั้งสามคน"


   ประตูที่ถูกเปิดออก เบลซ ไอริส และเซชิเลีย เก้าเท้าผ่านเข้าไปด้านในนั้นแล้วก็พบว่ามันคือ ห้องที่เต็มไปด้วยหินศิลาที่ถูกแกะสลักเป็นเฟอร์นิเจอร์หรูหราประดับเอาไว้ทั่วห้อง ของพวกนี้ตีราคาไม่ได้เพราะทำมาจากหินศิลาที่หายากมากๆ ตรงระเบียงก็มีชั้นวางหนังสือเสียบเอาไว้เต็มไปหมด ทั้งสามคนเดินเข้ามาด้านในสุดของห้องก็เจอหญิงสาวผมสีขาวเงินในชุดเสื้อผมระบายกับกระโปรงสีขาวกำลังนั่งเซ็นเอกสารกองโตเท่าภูเขาอยู่ในนั้น


   "ลูน่า...?"

   เบลซพูดชื่อขององค์หญิงผู้ที่เป็นลูกศิษย์ของเขา


   "องค์ราชินีครับ ผมได้พาอาจารย์ขององค์หญิงลูน่าไชล์มาพบตามที่คำบัญชาแล้วครับ"


   "องค์ราชินีงั้นเหรอ!!??"

   เบลซถึงกับตาค้างเมื่อได้รู้ว่าหญิงสาวที่นั่งเซ็นเอกสารอยู่คือองค์ราชินีแห่งวิหารแสงจันทร์ เธอยังดูเป็นสาววัยรุ่นอยู่เลย ถ้าให้เดาอายุก็น่าจะราว 20 กว่าๆ เห็นจะได้


   องค์ราชินีหยุดเซ็นเอกสาร เธอเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่สวมแว่นตากลมโตดูเข้ากันกับใบหน้า ขึ้นมามองพวกเบลซผ่านทางช่องว่างของกองเอกสาร


   "ขอบใจมากนะเรย์ เดี๋ยวฉันจะจัดการต่อเอง"


   "ครับ"

   แม่ทัพใหญ่ถอยฉากออกไปและปล่อยให้เบลซ ไอริส และเซชิเลีย อยู่กับองค์ราชินีอยู่เพียงลำพัง


   เมื่อไม่มีเรย์นาร์ดแล้ว องค์ราชินีก็วางปากกาหมึกซึมลงแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างอ่อนแรง


   "ว้าาา!! ให้ตายเถอะ!! เอกสารพวกนี้มันจะเยอะไปไหนเนี้ย ไม่ไหวแล้ว!!"

   ภาพลักษณ์องค์ราชินีผิดไปหลังลุกขึ้นจากเก้าอี้


   "ขอพักแปปนึงน้า พอดีว่างานเกี่ยวกับบ้านเมืองมันเยอะไปหมดน่ะ ทำทั้งวันก็ไม่เสร็จสักทีเลยเนี้ย"


   "เชิญตามสบายเลยครับ"


    เบลซตอบกลับไปขณะที่เธอกำลังบิดตัวไปมาแล้วหันมาหาพวกเบลซพร้อมกล่าวแนะนำตัว


   "เอาล่ะ แนะนำตัวก่อนแล้วกัน ข้าชื่อว่า 'แอสเทีย' เป็นราชินีของวิหารแสงจันทร์และเป็นกษัตริย์ผู้ชอบธรรมของวิหารแห่งนี้ ข้าขอขอบคุณอย่างยิ่งที่ท่านรับลูกสาวของข้าเป็นลูกศิษย์ หากไม่ได้ท่านมาช่วยสอนลูกสาวของข้าแล้ว วิหารแสงจันทร์แห่งนี้ก็คงจะพินาศย่อยยับไปแล้ว"


   เบลซหันหลังไปมองเซชิเลียกับไอริสแปปนึงแล้วหันกลับมาตอบว่า


   "ผมชื่อ 'เบลซ ฮิทนิกซ์' เป็นทหารรับจ้างอิสระ ส่วนสองคนนี้คือเซชิเลียกับไอริส เป็นคนสนิทของผมครับ"


   "เซชิเลีย? หรือว่าท่านคือองค์หญิงแวมไพร์เซชิเลียที่แปรพรรคมาอยู่ฝ่ายมนุษย์"


   "ยินดีที่ได้พบค่ะ ราชินีแห่งวิหารแสงจันทร์แอสเทีย"


   "ยินที่ได้พบเช่นกันค่ะ"


   ทั้งสองเดินเข้ามาจับมือกัน


   "ท่าน เบลซ ฮีทนิกซ์ สินะคะ อัศวินไร้เทียมทาน ผู้สยบสงครามชิงดินแดนเมื่อหลายเดือนก่อน แถมยังเป็นอาจารย์ของลูน่าที่เป็นลูกสาวของข้า ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอตัวจริงในวันนี้"


   เธอกล่าวแบบนั้นทำให้เบลซได้แต่ยิ้มแหยะๆ ให้


   "ชมมากเกินไปแล้วครับ"


   "งั้นเหรอคะ แต่เรื่องถ่อมตัวเกินเหตุเนี่ย ไม่ใช่สิ่งเกินจริงสินะคะ"


   "ครับ"


   "เอาเถอะ ก่อนอื่นข้าต้องขอบคุณท่านเบลซมากนะคะที่รับลูน่ามาเป็นลูกศิษย์ หากมีอะไรเสียมารยาทแล้วล่ะก็ ข้าต้องขออภัยด้วย มันเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยในวิหารแห่งนี้ ที่นี่ไม่ค่อยมีคนแปลกหน้ามาสักเท่าไหร่นักจึงต้องทำการเช่นนี้เพื่อความปลอดภัยเอาไว้ก่อน"


   "ก็พอเข้าใจแหละครับ"

   เบลซตอบเนื่องจากเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ ดีว่าที่นี่มีปัญหาบางอย่าง แต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกไป


   "ข้ายังไม่ได้ถามเลยว่า ท่านเบลซ ท่านไปทำอะไรที่คฤหาสน์ผีสิงนั่นเหรอคะ?"


   "ผมได้รับใบภารกิจมาจากเซชิเลียว่าที่นั่นมีชาวบ้านถูกพวกก็อบลินจับตัวไปขังไว้ที่นั่นน่ะครับ"


   ระหว่างพี่เบลซกำลังตอบคำถามของแอสเทียอยู่นั้น เซชิเลียที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ทำหน้าครุ่นคิดว่าเรื่องที่เบลซพูดออกมามันอยู่ในเหตุการณ์เมื่อตอนนั้นด้วยเหรอ


  "ไม่ใช่ว่าที่ท่านไปที่นั่นก็เพื่อจะไปเอาเจ้าสิ่งนี้หรอกเหรอคะ?"

   แอสเทียเดินไปหยิบโล่จิสขึ้นมาให้ทั้งสามคนดู


   ในเมื่อทั้งสามคนได้เห็นโล่อิจิสไปแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะข้างนอกมีทหารปิดทางออกเอาไว้หมดแล้ว ซึ่งดูเหมือนว่าองค์ราชินีรู้แผนการของพวกเค้า เบลซพยายามหาคำพูดที่จะไม่ให้องค์ราชินีรู้ว่าที่พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อที่จะมาชิงโล่อีจิส เขาจึงตอบไปว่า


   "ผมมาที่นี่ก็เพื่อที่จะมาช่วยฟื้นฟูวิหารแสงจันทร์ครับ"


   "เบลซ!? นี่นายพูดอะไรออกมาน่ะ!?"

    เซชิเลียกับไอริสพูดพร้อมกัน


   "ช่วยฟื้นฟู? ทำไมท่านเบลซถึงอยากจะมาช่วยฟื้นฟูวิหารแสงจันทร์ด้วยล่ะคะ?"


   "ผมได้ยินมาว่าที่นี่จะถูกกองทัพของลิซาร์ดบุกเข้ามาโจมตีแทบทุกเดือน ผมก็เลยอยากจะมาช่วยท่านแอสเทียกำจัดพวกลิซาร์ดให้หมดน่ะครับ"


   "เพราะเหตุใดกัน ท่านเบลซรู้หรือไม่ว่านอกเขตวิหารนั้นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยพวกลิซาร์ดจำนวนมาก และกองทัพของราชินีซัคคิวบัสก็อยู่ใกล้ๆ นี้ด้วย"


   "กองทัพของราชินีซัคคิวบัสเหรอครับ?"


   "ถูกต้อง ราชินีซัคคิวบัสมีอาณาจักรใหญ่ของมันที่ตั้งอยู่ห่างจากที่นี่ไปหลายชั่วยาม วิหารแสงจันทร์แห่งนี้ตั้งขึ้นเพื่อกลั้นพวกลิซาร์ดและกองทัพของราชินีซัคคิวบัสเอาไว้ หากพวกมันผ่านที่นี่ไปได้ เมืองที่อยู่ข้างล่างคงย่อยยับภายในไม่กี่เพลา เมืองของสวามีข้ากลั้นไม่ให้ผู้ใดออกไปจากที่นี่มานานแล้ว แต่ว่า..."

   "แต่อะไรครับ?"


   "มีบางอย่างเปลี่ยนไป"


   "บางอย่าง?"


   "หลายปีมานี้ กองทัพของราชินีซัคคิวบัสพัฒนาฝีมือขึ้นกว่าเดิม แถมพวกลิซาร์ด ที่มีฝีมือในการต่อสู้ไม่ได้เรื่อง แต่พวกมันมีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปทั้งการปรับสภาพตัวให้เข้ากับฤดูกาล การต่อสู้ที่มีการวางแผนกลยุทธแล้วก็การเปลี่ยนแปลงกองทัพ ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าข้าตาฝาดไปรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือวิธีการใช้ดาบของพวกมัน มันเหมือนกับตอนที่ข้าไปฝึกเพลงดาบกับแม่ทัพใหญ่แบล็กฮาร์ดไม่มีผิด"


   ราชินีแอสเทียกล่าว


   "งั้นก็หมายความว่า...แบล็กฮาร์ดอยู่ที่นั่นใช่มั้ยครับ..."

    สีหน้าของเบลซเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเมื่อได้รู้ว่าแบล็กฮาร์ดอยู่ที่ดินแดนของลิซาร์ด


   "อื้อ เนื่องจากเหมันต์ยังคงอยู่ไปอีกหลายเวลา ไม่รู้ว่าพายุจะหยุดเมื่อใด พวกมันอาจจะใช้จังหวะนี้โจมตีได้ ดังนั้นประตูวิหารแสงจันทร์จะไม่เปิดให้ผู้ใดออกไปจนกว่าจะแน่ใจได้ว่าไม่มีสงครามอีก"


   "แสดงว่าจะไม่เปิดให้ออกไปสินะครับ"


   "ถูกต้อง หากท่านเบลซคิดจะไปจากที่นี่ รออยู่ที่เมืองนี้จนกว่าพายุจะพัดผ่านไป เพียงแต่ข้าขอแนะนำให้ท่านรออยู่ที่นี่จะดีกว่านะคะ"


   เบลซเงียบแล้วทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนไอริสกับเซชิเลียจะเดินเข้ามาถาม


   "จะให้พวกเราอยู่ที่นี่เหรอ?"


   "ค่ะ ระหว่างที่พายุยังไม่ไป พวกท่านคงต้องอยู่ที่นี่ไปจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยค่ะ"


   "แล้วเมื่อไหร่พายุจะไปล่ะ?"

    ไอริสถามซ้ำ


   "ข้าคงบอกไม่ได้ คิดว่า...อาจจะวันสองวันหรือเดือน เป็นปี ตอบไม่ได้ค่ะ"


   "พูดจากวนโอ้ยดีนี่"


   "ข้าก็ตอบสิ่งที่ข้ารู้เท่านั้น หากจะคิดอย่างไรก็เรื่องของพวกคุณแล้วกันค่ะ ว่ายังไงคะ...ท่านเบลซ ฮีทนิกซ์"


   ราชินีแอสเทียโยนมันเผาใส่เบลซที่ไม่ตอบอะไรมาสักครู่แล้ว ชายหนุ่มมองหน้าราชินีสลับกับไอริสและเซชิเลียที่ทำท่าทางว่า 'ชิงโล่อีจิสแล้วตีฝ่าทหารออกจากวิหารนี้กันเถอะ' ซึ่งมันแสดงออกมาเห็นได้ชัด ทว่าเบลซกลับมีความคิดอีกอย่าง


   "ก็ได้ครับ ผมจะอยู่ที่เมืองนี้อยู่สักพัก"


   "เอ๊ะ!? ทำไมล่ะ!?"

   ไอริสกับเซชิเลียตกใจกับการตัดสินใจของเบลซอย่างมาก


   "ไอริส...เซชิเลีย...พอดีว่ามีเรื่องติดใจอยู่นิดหน่อยน่ะ เลยคิดว่ายังไปจากที่นี่ไม่ได้"


   "เดี๋ยวสิ! ไหนบอกว่าจะเจรจาเรื่องโล่นั่นแล้วจะรีบไปไง"

    หญิงสาวทั้งสองคนทำตัวเหมือนไม่อยากอยู่ที่นี่อย่างเดียว เบลซเลยบอกกับทั้งสองว่า


   "ก็รีบนี่แหละ แต่ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับที่นี่ แล้วทำไมแบล็กฮาร์ดถึงได้มาอยู่ที่อาณาจักรกลิซาร์ดด้วย ดังนั้นฉันเลยตัดสินใจว่าจะอยู่ที่นี่สักพักน่ะ"


   "สักพักนี่เมื่อไหร่?"

   ไอริสถาม


   "ก็สักสามสี่วัน ถ้าไม่มีอะไร เราจะกลับมาชิงโล่อีจิสแล้วไปจากที่นี่กัน"


    เบลซตอบ ขณะที่ไอริสกับเซชิเลียทำหน้ามุ่ยมองไปที่ราชินีแอสเทียแล้วกอดอกแน่นแล้วสะบัดหน้าใส่


   "สามสี่วันสินะ"


   "อ่า...สามสี่วันแน่นอน"


    "ถ้านานกว่านั้นฉันกับเซชิเลียจะชิงโล่อีจิสแล้วจะไปจากที่นี่ นายคงเข้าใจนะ"


    "เข้าใจแล้ว ฉันไปไม่นานแบบนั้นหรอก"


     หญิงสาวทั้งสองคนถอนหายใจพร้อมกัน


    "ก็ได้ แล้วแต่นายแล้วกัน"


    "ขอบคุณทั้งสองมากนะ"

    เบลซยิ้มตอบ ทำเอาไอริสกับเซชิเลียหน้าแดงแล้วต่างคนต่างหันหน้าหนีไปทางอื่นทันที


    "พวกผมคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ"

    เบลซหันหน้าไปหาราชินีแอสเทีย


    "คำตอบคือ?"


   "ตกลงตามนั้นครับ เราจะอยู่ที่นี่สักพักหนึ่ง รบกวนด้วยนะครับ"


    เมื่อเบลซตอบเช่นนั้น สีหน้าของราชินีแอสเทียก็ดูมีรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้าขึ้นมาทันที


    "ขอบคุณมากค่ะ ระหว่างอยู่ที่นี่ พวกคุณทั้งสามแขกของข้า ดังนั้นแล้วสามารถเรียกใช้เมดหรือคนรับใช้ได้ตามสะดวกให้เหมือนกับบ้านของพวกคุณได้เสมอค่ะ ส่วนห้อง...ลูน่าได้เตรียมไว้แล้ว เชิญตามสบายนะคะ"


    ลูน่าหรือองค์หญิงลูน่าไชลด์เดินเข้ามาในห้องตามคำสั่งของราชินีแอสเทีย


   "เชิญท่านทั้งสามมาทางนี้ค่ะ"


   "แล้วเจอกันใหม่นะคะท่านเบลซ"


   ราชินีแอสเทียยิ้มให้กับเบลซเล็กน้อย แม้จะเพียงเสี้ยววินาทีก็ทำให้เซชิเลียที่มีความสามารถฟังจังหวะการเต้นของหัวใจมนุษย์ รู้สึกมั่นใจบางอย่างขึ้นมาได้ เพียงแต่เธอทำได้แค่จับตามองเรื่องนี้เอาไว้เท่านั้น...










++++++++ To Be Continued ++++++++






ปิด

ประกาศจาก Admin

ช่วยบริจาคค่า VPS หน่อยจ้า
ช่วยบริจาคค่า VPS หน่อยจ้า
ช่วยหน่อยเนอะ ไม่ได้บังคับนะเออ เเต่สักหน่อยก๊ยังดี ^^

ดู »

ThaiZeed

GMT+7, 10-12-2018 11:09 , Processed in 0.050805 second(s), 16 queries , Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2012  Template BY: GDC & 2th