เมนูเพิ่มเติม
เข้าชม: 263|ตอบกลับ: 0

[Prince Member]


Saitama Inori วันแม่ 2559

  • โมเอะ: 1264
  • Money: 1952
  • Tz: 1273
  • Posts: 314
  • Donate: 0 THB
  • Joined: 14-11-2015
พลังน้ำใจ: 4518
   Pet:
Rachel Alucard
อะไรเหรอ?

โพสต์เมื่อ 27-7-2018 10:51:47 |แสดงโพสต์ทั้งหมด


Blaze Heatnix เบลซ ฮีทนิกซ์ เพชรฆาตวิหคอมตะ

ตอนที่ 9 : การรุกคืบของทัพแบล็กฮาร์ด








  “เกิดคาดเลยแฮะ…”


  “ตกใจเลยค่ะ นึกไม่ถึงว่าจะเอ่ยปากขอยืมกำลังทหารแบบนี้”


  แอสเทียกับลูน่าพูดคุยกันในห้องเปลี่ยนชุด ลูน่าสวมเสื้อรัดรูปซีทรูสีขาว ก่อนจะสวมเกราะสีฟ้าตรงส่วนหน้าอกและไหล่ ส่วนแอสเทียก็สวมเสื้อรัดรูปซีทรูเหมือนกันแต่เป็นสีฟ้า ก่อนจะสวมเกราะสีน้ำเงินที่ดูไม่แตกต่างไปจากเกราะของลูน่า


  “คิกคิก นึกว่าจะมาขอร้องให้รับมาเป็นลูกน้องซะอีกนะเนี่ย”


  ก๊อกๆๆ

  เสียงเคาะประตูห้องเปลี่ยนชุดดังขึ้น


  “เข้ามา”


  แอ๊ด…

  ประตูที่เปิดออกแล้วก็ปรากฏร่างของชายหนุ่มที่เป็นคนขอยืมกำลังทหารให้ไปสู้กับกองทัพแบล็กฮาร์ด จะเป็นใครไปไม่ได้นอกซะจาก เบลซ ฮีทนิกซ์ พอชายหนุ่มเข้ามาในห้องแล้ว ก็ต้องหยุดนิ่งพักหนึ่งเพราะเค้าได้เห็นการแต่งกายของ แอสเทียและลูน่า ในชุดเกราะที่พร้อมจะออกศึก ชุดเกราะที่ปกคลุมตรงส่วนหน้าอก ไหล่ และสะโพก ที่ดูเข้ากันกับเสื้อรัดรูปซีทรูที่อยู่ด้านใน จนชายหนุ่มคนนี้ไม่อาจจะละสายตาไปจากมันได้เลย


  “เอ้า จ้องซะให้พอ ในสนามรบไม่มีเวลาว่างมามองหรอกนะคะ”


  “...”

  เบลซยืนนิ่งเงียบไม่พูดอะไร


  “จะไม่พูดอะไรสักคำเลยเหรอคะ อย่างเช่นสวยอะไรแบบนี้”

  แอสเทียหมุนตัวให้เบลซเห็นส่วนต่างๆ ของชุดเกราะ


  “เรื่องนั้นตั้งแต่ได้เจอพวกท่านครั้งแรก ผมก็คิดแบบนั้นมาตลอดครับ”


  คำตอบของเบลซทำให้แอสเทียกับลูน่าหน้าแดง


  “งะ งั้นเหรอคะ งั้นก็ออกรบได้!!”


  แอสเทียเคลื่อนทัพมุ่งหน้าสู่ดินแดนลิซาร์ดพร้อมอัศวินหนึ่งพันนาย เนื่องจากขณะนี้ทัพของแบล็กฮาร์ดได้นำหน้าไปมาก จึงทำให้ต้องรีบเคลื่อนทัพให้เร็วที่สุด กำลังพลจึงนำไปเพียงแค่ 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับทัพของข้าศึก


  “กำลังพลน้อยกว่าข้าศึกกว่าครึ่ง พวกเราจะคว้าชัยได้เหรอคะ ท่านแม่”


  “ทำได้สิ”

  แอสเทียยิ้มให้ลูน่าก่อนที่จะหันไปมองหญิงสาวผมแดงที่กำลังนั่งอยู่บนหลังม้าที่กำลังเดินตามหลังมา และข้างๆ ก็มีชายหนุ่มผมดำที่อดีตเคยเป็นเพื่อนสนิทของแม่ทัพฝ่ายศัตรู กับองค์หญิงแวมไพร์ผู้ที่แปรพรรคมาอยู่ฝ่ายมนุษย์


  “ก่อนอื่นเราจะใช้ภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์ พวกลิซาร์ดบุกเข้ามาโจมตีที่นี่บ่อยๆ จึงสามารถรู้ภูมิประเทศนี้ได้ดีแต่เรื่องการต่อสู้กับไม่ได้เรื่อง แต่ว่าทัพของราชินีซัคคิวบัสที่มีทหารฝีมือที่เก่งกาจยังไม่เคยบุกมายังที่นี่ ซึ่งก็เท่ากับว่าทัพหลักของพวกมันไม่ชำนาญพื้นที่”


  ช่วงจังหวะที่เบลซกำลังอธิบายแผนการอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีค้างคาวตัวหนึ่งบินมาเกาะไหล่ของเซชิเลีย มันส่งเสียงร้อง ‘กี้ๆ’ เหมือนจะบอกอะไรบางอย่างกับเธอ


  “เบลซเรามีปัญหาแล้ว...”


  “ปัญหาอะไร”


  “ที่เขตแดนระหว่างจักรวรรดิกับวิหารแสงจันทร์มีเมืองเล็กๆ ที่ชื่ออาลซัส ตอนนี้แบล็กฮาร์ดได้แบ่งทัพย่อยบุกเข้าไปโจมตีที่เมืองนั้นแล้ว”


  เบลซนึกภาพย้อนกลับไปตอนที่เค้ารับจ้างให้ไปดูแลลูกสาวของขุนนางเซฟเฟี้ยนที่มีชื่อว่า ‘ซอร์เนียร์’ เธอเป็นลูกศิษย์อีกคนของเบลซ ก่อนที่เบลซจะออกจากคฤหาสน์ตระกูลเซฟเฟี้ยน เธอตะโกนเสียงไล่หลังเบลซมาว่า ’ถ้าหนูโตขึ้น หนูจะเป็นผู้ปกครองเมืองอาลซัส’ นั่นก็หมายความว่าหมู่บ้านที่ซอร์เนียปกครองอยู่นั้นกำลังจะถูกกองทัพของแบล็กฮาร์ดเข้าโจมตี


  “หมายความว่าไง? แบล็กฮาร์ดไม่ได้เคลื่อนทัพมาเส้นทางนี้หรอกรึครับ?”

เรย์นาร์ดพูด


  “ตอนที่พวกลิซาร์ดบุก พวกมันยกทัพฝ่าป่าสนแล้วตรงดิ่งมาที่วิหาร แต่กลับกันที่ครั้งนี้การยกทัพเป็นของราชินีซัคคิวบัส พวกมันเรียกให้กองทัพลิซาร์ดไปรวมพลที่ค่ายของมันแล้วเคลื่อนทัพมาออกจากค่ายนั่น การเคลื่อนทัพครั้งนี้พวกมันอ้อมเส้นทางมา แล้วเมืองอาลซัสก็ไปเตะตาพวกมันเข้าพอดี”


  “เมืองนั้นอยู่ไม่ไกลจากทัพของเรามากนัก ถ้าเปลี่ยนเส้นทางตอนนี้ก็คงทัน”


  เบลซขอร้องให้แอสเทียเปลี่ยนเส้นทาง แต่ดูเหมือนเธอลังเลใจที่จะไปอาลซัส เพราะเมืองนั้นอยู่ในเขตแดนของจักรวรรดิ หากเกิดการต่อสู้ที่นั่น มันจะทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปครั้งใหญ่ การที่กองทัพของวิหารแสงจันทร์เข้ามายุ่งภายในเขตจักรวรรดิ จะต้องเกิดผลกระทบไม่มากก็น้อย


  “ท่านแม่คะ...”


  ลูน่าเห็นแอสเทียทำสีหน้าเครียดจึงเดินเข้าไปหา แต่พอเธอได้เห็นหน้าลูกสาวแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าสัญญาระหว่างวิหารแสงจันทร์กับจักรววรดิยังมีความเป็นพันธมิตรกันอยู่


  “หยุดเคลื่อนทัพก่อน!!”

แอสเทียสั่งให้กองทัพหยุด ทหารทุกคนยืนทำหน้างงว่าทำไมองค์ราชินีถึงสั่งให้หยุดทัพอย่างกระทันหัน


  “เอาจริงรึคะ ท่านแม่?”

  ลูน่ารู้ตัวดีว่าจะเกิดอะไรถ้าขืนเปลี่ยนเส้นทางไปที่เมืองอาลซัส


  “ไม่เป็นไร ทางเกิดเรื่องนี้ไปถึงเมืองหลวงเมื่อไหร่ เดี๋ยวแม่จะไปพบกับองค์จักรพรรดิ์ และเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้พระองค์ฟังเอง”


  อาลซัสเป็นเมืองชนบทที่อยู่ระหว่างเขตแดนวิหารแสงจันทร์กับจักรวรรดิ เมื่อก่อนที่เมืองนี้เคยเป็นป้อมปราการตอนช่วงสงครามแย่งชิงดินแดน พอสงครามจบลง ที่นี่ก็ถูกปล่อยทิ้งให้ร้าง จนขุนนางหลวงนามว่า ‘กราฟ เซฟเฟี้ยน’ ได้ไปขออนุญาตองค์จักรพรรดิให้บูรณะป้อมปราการแห่งนี้ให้กลายเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อ ‘อาลซัส’ ขึ้นมา ตอนนี้กราฟมีงานด่วนที่ต้องทำในเมืองหลวงเยอะแยะจึงไม่มีเวลาที่จะไปเป็นเจ้าเมืองได้ เค้าจึงได้ส่งลูกสาวของเค้ามาดูแลและรับหน้าที่เป็นเจ้าเมืองนี้แทน


  “เจ้าเมืองอาลซัสเป็นใครคะ?”

  ลูน่าเดินเข้ามาถามเบลซ


  “เธอชื่อ ‘ซอร์เนียร์’ เป็นลูกสาวคนเดียวขุนนางหลวงเซฟเฟี้ยน และเป็นลูกศิษย์อีกคนของฉัน”


  พอเบลซบอกชื่อของเจ้าเมืองอาลซัสแล้ว ลูน่าก็เปิดตากว้างขึ้นเมื่อรู้ว่าเจ้าเมืองคนนั้นเป็นศิษย์น้องของเธอ


  “ท่านแม่คะ รีบเปลี่ยนเส้นทางไปที่เมืองอาลซัสเถอะนะคะ”


  ลูน่าขอร้องแม่ของเธอให้เปลี่ยนเส้นทางไปอาลซัสโดยไว องค์หญิงแห่งวิหารแสงจันทร์ทำตัวตื่นตูมเมื่อรู้ว่าศิษย์น้องของเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย


  “เข้าใจแล้ว”


  แอสเทียสั่งกองทัพให้เปลี่ยนเส้นทางไปที่เมืองอาลซัสทันที


  ตัดภาพมาที่เมืองอาลซัส…


  “กองทัพของปีศาจกำลังมาทางนี้ ระวังตัวด้วยนะครับ”


  ชาวเมืองอาลซัสกำลังจะอพยพออกจากเมืองไป เพราะซอร์เนียร์ได้รับจดหมายเตือนมาจากทหารนายหนึ่งที่แอบแฝงเข้าไปอยู่ในกองทัพของราชินีซัคคิวบัสซึ่งเขียนมาว่า ‘ถึงท่านซอร์เนียร์ อยากให้ช่วยอพยพชาวเมืองโดยด่วน คนที่เคยออกนอกเมืองกับคนที่แข็งแรงให้ไปหลบในป่า ส่วนพวกเด็กๆ กับคนที่มีอายุให้ไปหลบอยู่ในโบสถ์’


  “ท่านไม่ไปด้วยเหรอครับ”

  ทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาถามเด็กสาวผมบรอนที่รวบผมทรงทวินเทลในชุดเดรสสีฟ้า กำลังยืนดูชาวเมืองที่กำลังอพยพอยู่ในป้อมปราการที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง


  “นี่คือเมืองของฉัน ฉันจะไม่มีวันให้เมืองนี้และชาวเมืองที่กำลังอพยพอยู่นี้ถูกทำร้ายเด็ดขาด”


  “เข้าใจแล้วครับ ท่านซอร์เนียร์”

  ทหารนายนั้นถอยหลังฉากออกจากป้อมปราการแล้วเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับทหารนายอื่นๆ ที่ยืนอยู่หน้าประตูเมืองประมาณ 100 คน พวกเค้าเตรียมพร้อมแล้วที่จะรับมือกับกองทัพปีศาจที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้


  คลืน…


  ในที่สุดทัพย่อยของแบล็กฮาร์ดก็เคลื่อนทัพมาถึงหน้าประตูเมืองอาลซัส ซึ่งแบล็กฮาร์ดก็รวมอยู่ในทัพย่อยนี้ด้วย ทหารประจำเมืองอาลซัสถึงกลับอึ้งเมื่อได้เห็นอดีตแม่ทัพใหญ่แห่งจักรวรรดิขี่ม้าวิ่งตรงเข้ามาหาพวกตน


  “นะ...นั่นมันแม่ทัพใหญ่แบล็กฮาร์ดนี่!?”


  “ทำไมถึงได้…!?”


  ฉัวะๆๆ

  พวกทหารที่กำลังยืนอึ้งถูกแบล็กฮาร์ดฟันล้มตายระเนระนาด ทหารบางส่วนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งปิดประตูเมือง แต่ก็อาจต้านพละกำลังของแบล็กฮาร์ดไปได้


  “ฟู่วๆ ท่านแบล็กฮาร์ด”

  ลิซาร์ดตัวหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาหาแบล็กฮาร์ดด้วยความเร่งรีบ


  “ว่าไง...”


  “ชาวเมืองอาลซัสหายไปเกือบหมดเลยครับ ฟู่วๆ”


  “ว่าไงนะ!?”


  “ดูเหมือนส่วนใหญ่จะไปหลบอยู่ในป่าในเขาแถวนี้ ที่เหลือน่าจะอยู่ในโบสถ์ครับ ฟู่วๆ”


  “หึ! เหลี่ยมจัดนัก”


  “เอายังไงดีครับ ฟู่วๆ”


  โบสถ์เป็นสถานที่ที่ปีศาจไม่อาจจะบุกเข้าไปได้ และแบล๊คฮาร์ดที่เคยเป็นอัศวินจะรู้กฏสงครามที่ว่าห้ามทำลายหรือทำร้ายคนที่อยู่ในโบสถ์ เพราะคนที่อยู่ในนั้นไม่มีอาวุธ ถ้าเกิดใครระเมิดกฏนี้ก็จะถูกตีหน้าว่าเป็นคนที่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต



  “ไม่เป็นไร บุกต่อไป! ห้ามลงมือกับโบสถ์นอกนั้นจัดการให้หมด! ให้พวกที่อยู่ในนั้นมันออกมาเอง!”


  หลังจากแบล็กฮาร์ดออกคำสั่งไปแล้ว ทหารปีศาจกับลิซาร์ดก็บุกทำลายตัวเมืองอาลซัส ทหารปีศาจบางกลุ่มบุกเข้าไปชิงทรัพย์สินเงินทองของบ้านแต่ละหลัง และบางกลุ่มก็สังหารทหารและชาวเมืองที่คิดสู้ ส่วนลิซาร์ดก็เอาแต่กินซากศพของทหารและชาวเมืองที่ถูกทหารปีศาจฆ่าตาย


  “เฮ้อ...ทำลายเมืองกระจอกๆ แบบนี้ ไม่เห็นสนุกเลย”

  แบล๊กฮาร์ดขี่ม้าเดินวนรอบเมืองที่กำลังถูกทำลายจนมาถึงหน้าป้อมปราการที่อยู่ใจกลางเมือง


  “หือ? นั่นมัน...”

  แบล็กฮาร์ดสังเกตเห็นเงาคนที่อยู่ข้างในป้อมปราการ เขาลงจากหลังม้าแล้วเดินตรงเข้าไปข้างในป้อม


  ‘อ้ากกก!!’


  ‘ว้ากกก!!’


  ‘ช่วยข้าด้วย!!’


  เสียงโหยหวนของทหารและชาวเมืองดังเข้ามาข้างในป้อมปราการที่มีเด็กสาวผู้เป็นเจ้าเมืองยืนเจ็บใจที่ตัวเองไม่อาจจะช่วยเหลืออะไรพวกเค้าได้ หลังจากนั้นไม่นาน แบล็กฮาร์ดก็เดินเข้ามาข้างในห้องที่มีเด็กสาวผมบรอนกำลังยืนมองดูเมืองของเธอที่กำลังลุกไหม้


  “โอ้! เมืองนี้ก็มีของดีอยู่ด้วยหรือเนี่ย”


  “...”


  “ถ้าก้มห้วขอร้องข้าตอนนี้ล่ะก็ จะเบามือให้นะ”


  “กลับไปเถอะค่ะ...”


  “ได้ยินไม่ชัด เจ้าเมืองที่นี่ไม่ได้รับการสั่งสอนมาหรือไงกันนะ”

  แบล็กฮาร์ดเอียงหัวพร้อมกับท่าทางเหมือนคนไม่ได้ยิน


  “บอกให้ออกไป”

  ซอร์เนียร์เริ่มทำเสียงหนักแน่นขึ้น


  “ว่าไงนะ?”


  “ก็บอกให้ออกไปยังไงเล่า! เอากองทัพทุเรศๆ ของแกใสหัวไปจากเมืองของฉันเดี๋ยวนี้!!”

  ซอร์เนียร์คว้าดาบขึ้นมาแล้วขยับมันไปมาก่อนจะชี้ปลายดาบตรงมาหาแบล็กฮาร์ด


  “รู้ตัวรึเปล่าว่าเจ้ากำลังชี้ดาบใส่ใคร”


  ฉวัะ

  แบล็กฮาร์ดชักดาบออกมาแล้วฟันใส่ซอร์เนียร์ทันที


  แกร๊ง!

  ซอร์เนียร์ใช้ดาบรับการโจมตีของแบล็กฮาร์ดได้ แต่พลังกำลังที่แบล็กฮาร์ดฟันมานั้นทำให้ร่างของเธอกระเด็นปลิวออกมาข้างนอกป้อมปราการ


  “เป็นอะไรไป เจ้าเมืองอาลซัสมีฝีมือแค่นี้เองเหรอ?”

  แบล็กฮาร์ดออกมาจากป้อมตรงช่องที่ซอร์เนียร์กระเด็นปลิวออกมา


  ซอร์เนียร์รู้ตัวว่าตัวเองสู้ชายคนนี้ไม่ได้ เธอลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีเข้าไปในป่าสวนสาธารณะที่อยู่ข้างๆ ป้อมปราการ


  “ทำยังไงดี การโจมตีของเขามหาศาลมาก อย่างกับว่าเขาคนนี้ไม่ใช่คน”


  ฟิ้ว!!

  ช่วงจังหวะที่ซอร์เนียร์นึกคิดอยู่นั้น ต้นไม้ในสวนสาธารณะก็ถูกคลื่นดาบของแบล็กฮาร์ดตัดขาดจมล้มหมดทั้งสวน เด็กสาวที่แอบอยู่หลังต้นไม้ก็ได้เห็นชายร่างใหญ่ในชุดเกราะสีดำกำลังเดินตรงเข้ามาหา

เธอ


  “เกมแมวไล่จับหนูจบแล้ว”


  “ย้าก!!”

  ซอร์เนียร์ถีบเท้าพุ่งเข้าหาแบล็กฮาร์ด เธอฟาดดาบเข้าใส่แบล็กฮาร์ดรัวๆ


  “นับว่าไม่เลวสำหรับการร่ายรำเพลงดาบ แต่ว่าร่ายรำที่เธอกำลังใช้อยู่มันดูขัดตาข้ายังไงไม่รู้...”


  แบล็กฮาร์ดที่กำลังรับดาบของซอร์เนียร์ก็โจมตีสวนกลับด้วยดาบระเบิด


  บรึ้ม!!

  แรงระเบิดให้ซอร์เนียร์กระเด็นลอยขึ้นไปบนฟ้าสูงมาก และความสูงขนาดนี้ ถ้าซอร์เนียร์ตกลงมาที่พื้นก็ฆ่าชีวิตได้แล้ว


  “อุตสาห์ได้เป็นเจ้าเมืองตามคำพูดที่เคยบอกอาจารย์เบลซไปแล้วแท้ๆ เสียดายที่ต้องมาตายก่อนที่จะให้อาจารย์มาเห็นการปกครองเมืองนี้ของเราจัง”


  ซอร์เนียร์พูดออกมาเหมือนจะเป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่ร่างของจะตกลงถึงพื้น


  “ซอร์เนียร์!!”


  “เอ๊ะ?”

  ซอร์เนียร์ได้ยินเสียงเหมือนคนเรียกชื่อ เธอคิดว่าตัวเองอาจหูจะฟาดไปได้ยินเสียง ‘เบลซ’ ชายหนุ่มผู้ที่เป็นอาจารย์ของเธอ เด็กสาวคิดว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่เธอร้องขอครั้งสุดท้ายก่อนที่จะตกลงมาตายก็ได้


  “ซอร์เนียร์!!”


  เสียงที่เธอได้ยินเริ่มฟังชัดขึ้นเหมือนกับว่าคนที่เธอนึกถึงจะอยู่ใกล้ๆ เธอลืมตาขึ้นก็แล้วเห็นว่ามีเงาคนที่อยู่ข้างล่างกำลังรอรับตัวเธอที่กำลังตกลงมาจากฟ้า เงาของคนๆ นั้นก็คืออาจารย์ของเธอ


  “อาจารย์เบลซ!?”


  “ซอร์เนียร์ รีบกางแขนออกเร็วเข้า”


  เบลซสั่งให้ซอร์เนียร์กางแขนเพื่อถ่วงลมไม่ให้ตัวเธอตกลงมาเร็วเกินไป ซอร์เนียร์ทำตามที่เบลซบอกแล้วชายหนุ่มที่อยู่ด้านล่างก็กระโดดขึ้นไปรอรับตัวเธอ แต่ว่าระยะห่างที่เบลซกระโดดขึ้นไปมันห่างเกินไป


  “ไม่ถึงงั้นเหรอ ไม่สิ...เราต้องไปให้ถึง!!”


  เบลซมั้นใจว่าจะต้องไปให้ถึงตัวซอร์เนียร์ ไอริสที่เพิ่งจะขี่ม้าวิ่งมาถึงก็ท่องมนต์อะไรสักอย่างก่อนที่จะปล่อยมันไปหาตัวเบลซ


  พรึ่บ!

  ที่หลังของเบลซมีปีกสีแสดสยายออกมา แล้วตัวเขาก็ลอยตรงเข้าไปรับตัวซอร์เนียร์เอาไว้ได้ ด้วยความตกใจทำให้เค้าไม่อาจจะบังคับปีกที่กางออกมาได้ ก็เลยทำให้ร่างของทั้งสองคนตกลงที่มาพื้นดังโครม


  “อูย เจ็บชะมัด”


  ปีกที่เบลซได้รับมาช่วยรับกระแทกได้ดี จึงทำให้ทั้งสองคนที่ตกลงมาไม่บาดเจ็บอะไรมากนัก


  “อาจารย์เบลซ!!”

  ซอร์เนียร์ที่นอนคร่อมอยู่บนตัวเบลซ ก็โอบกอดตัวเขาซะแน่น


  “ข้าเชื่อมาตลอดว่าท่านจะต้องมา อาจารย์เบลซ...”

  ซอร์เนียร์ร้องไห้ดีใจที่ได้เห็นอาจารย์ของเธอเข้ามาช่วยชีวิตเอาไว้


  “ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะ ตอนนี้เธอไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ”

  เบลซเอามือขึ้นมาลูบหัวซอร์เนียร์


  กึบกับๆๆ

  แอสเทียกับลูน่าที่เพิ่งจะขี่ม้ามาถึงก็สังเกตเห็นชายร่างใหญ่ในชุดเกราะสีดำอยู่ในป่าสวนสาธารณะ


  “หัวโจกพวกโจรอยู่ในป่านั่น บุกเข้าไปเลย!!”

  แอสเทียสั่งให้ทหารจำหนึ่งบุกเข้าไปในป่าสวนสาธารณะ


  “นี่มันอะไรกันคะ ทำไมทหารของวิหารแสงจันทร์ถึงได้มาอยู่ที่นี่”


  “อ๋อ เธอคนนี้คือแอสเทีย เป็นราชินีแห่งวิหารแสงจันทร์ พวกเขาทั้งหมดที่มาที่นี่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านแอสเทีย”


  “...”

  ซอร์เนียร์อ้าปากค้างไม่พูดอะไร เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมเบลซถึงได้มากับกองทัพวิหารแสงจันทร์


  “เรื่องมันยาวน่ะ พอดีว่ามีเรื่องเกิดขึ้นหลายๆ อย่างน่ะ”


  ฟ้าว!!

  ช่วงจังหวะที่เบลซกำลังพูดคุยกับซอรืเนียร์ จู่ๆ ก็มีศรธนูพุ่งตรงมาที่ซอร์เนียร์ แต่เบลซใช้มือรับเอาไว้ได้แล้วก็ปามีดสั้นใส่ทหารปีศาจที่แอบยิงศรธนูมาจากป้อมปราการล้มตายทันที


  “โอ้! สุดยอด!”

  ทหารทุกคนทำหน้าอึ้งเมื่อได้เห็นฝีมือการรับธนูด้วยมือเปล่าและการปามีดสั้นของเบลซ แต่ว่าการรับศรธนูมาเมื่อสักครู่นี้ทำให้มือของเบลซบาดเจ็บ เพราะถูกคมของศรธนูบาด


  “อาจารย์เบลซ มือของท่าน!?”

  ซอร์เนียร์ฉีกกระโปรงของเธอออกมาส่วนหนึ่ง แล้วเอามันมาพันแผลที่มือของเบลซ


  “ขอโทษนะคะ เวลาแบบนี้ข้ากลับไม่มีประโยชน์อะไรเลย”


  “ขอบใจนะ แค่นี้ก็พอแล้วล่ะ”


  “บาดเจ็บอย่างงั้นเหรอ?”

  ไอริสเดินตรงเข้ามาถาม


  “ไม่เป็นไร แผลแค่นี้เอง”


  “ก็หวังให้เป็นอย่างนั้นนะ เอาล่ะ...”


  ไอริสกับเบลซสังเกตเห็นทัพเสริมของฝ่ายศัตรูขี่ม้าวิ่งตรงเข้ามาหาพวกเขา ทัพของแอสเทียชูธงสัญลักษณ์รูปพระจันทร์ขึ้นแล้วสั่งให้ทหารที่อยู่เคียงข้างเธอบุกเข้าไปช่วยสบทบพวกเบลซ


  “นั่นมัน!?”


  “ทัพวิหารแสงจันทร์นี่!”


  “เหวอ!! ทะ...ทำไมมาอยู่ที่นี่”


  ทัพเสริมของฝ่ายศัตรูตกใจเมื่อได้เห็นธงสัญลักษณ์กองทัพวิหารแสงจันทร์


  “นะ...หนีเร็ว!!”


  “ถอยทัพ!!”


  ทัพเสริมฝ่ายศัตรูกระตุกเชือกม้าถอยกลับ แล้วหนีไป


  “เบลซ ตามมา”


  ไอริสบอกให้เบลซตามเธอไป แต่เขารู้สึกว่าดาบที่เขาคาดเอวเอาไว้มันหายไป คงจะเป็นตอนที่เขากระโดดไปรับตัวซอร์เนียร์แล้วมันอาจจะกระเด็นหายไปตอนที่เค้าตกใจที่อยู่ๆ ก็มีปีกสีแสดกางออกมาที่กลางหลังของเขา


  “อาจารย์เบลซ ช่วยรออยู่นี่แปปหนึ่งได้มั้ยคะ?”

  ซอร์เนียร์วิ่งตรงเข้ามาถามเบลซ


  “ได้สิ”


  พอเบลซตอบกลับออกมาแบบนั้นแล้ว ซอร์เนียร์ก็รีบวิ่งตรงเข้าไปในคฤหาสน์หลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เบลซยืนอยู่ สักพักเธอก็วิ่งออกมาจากคฤหาสน์พร้อมกับม้วนผ้าม้วนหนึ่ง


  “ใช้นี่สิคะ...”


  ซอร์เนียร์ยื่นม้วนผ้าให้กับเบลซ ชายหนุ่มแกะม้วนผ้าออกแล้วก็ถึงกับตกใจ เพราะสิ่งที่อยู่ในม้วนผ้าคือดาบ ‘เพลิงพิพากษา’ ที่เขาทิ้งไปตอนช่วงสงครามแย่งชิงดินแดน ทำไมมันถึงได้มาอยู่กับซอร์เนียร์ได้ หรือว่าขุนนางหลวงเซฟเฟี้ยนไปเก็บมันมาเป็นของสะสมเก่าๆ ในห้องโถงที่เก็บอาวุธที่เขาเคยพาเบลซเข้าไปข้างใน


  ในเมื่อดาบเล่มนี้ได้กลับมาสู่มือของเจ้าของ มันก็ได้ปล่อยเสียงความถี่ต่ำๆ ออกมา จนดาบเพลิงพิพากษาอีกเล่มที่เป็นของลูน่าส่องแสงสว่างอย่างกับว่ามันกำลังพูดคุยกันอะไรอย่างงั้น


  “ลูน่าฝากเด็กคนนี้ด้วยนะ”

  เบลซได้พาตัวซอร์เนียร์ให้ขึ้นซ้อนหลังม้ากับลูน่า


  “เข้าใจแล้ว จับให้แน่นๆ ด้วยล่ะ”


  ซอร์เนียร์สังเกตเห็นดาบของลูน่าที่ดูละม้ายคล้ายกันกับดาบของเบลซ เธอจึงพูดกับลูน่าออกไปว่า


  “เอ่อคือว่า...”


  “มีอะไรงั้นเหรอ?”


  “คุณกับอาจารย์เบลซ มีความเกี่ยวข้องกันยังไงหรือคะ?”


  “หืม?”

  ลูน่าแปลกใจกับคำถามของซอร์เนียร์ เธอเอียงคอแล้วคิดทบทวนว่า ตัวเองเคยมีความสัมพันธที่ลึ้งซึ้งอะไรกับเบลซมาแล้วรึเปล่า พอลูน่านึกออกแล้วก็ตอบกลับไปว่า


  “เคยด้วยกันกับเค้ามาก่อนนั่นละมั่ง”


  “เอ๋!?”

  ซอร์เนียร์ตกใจกับคำตอบลูน่ามาก


  “อย่าทำให้เค้าเข้าใจผิดสิ บอกเค้าไปตรงๆ ว่าลูกคือศิษย์คนแรกของท่านเบลซน่ะ”

  แอสเทียขี่ม้าเดินเข้ามาแก้ไขคำตอบของลูน่าให้ซอร์เนียร์รับรู้


  “งั้นก็หมายความว่าคุณคือศิษย์พี่ของฉันอย่างงั้นหรือคะ?”


  “ถูกต้องแล้ว”


  ซอร์เนียร์ทำหน้าไม่พอใจออกมาเมื่อได้รู้ว่าลูน่าเป็นศิษย์พี่ของเธอ เด็กสาวผมบรอนนึกว่าตัวเองเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของเบลซ เธอสะบัดไปมาก่อนจะเอาหน้าซุกเข้าที่หลังของลูน่าและพูดเสียงเบาๆ ออกมาว่า


  “ฉันไม่ยอมหรอกนะคะ ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นศิษย์พี่ของฉันก็ตาม”


  “หึ! น่าสนุกนี่  ไว้คราวหลังเรามาคุยกันนะ”

  ลูน่าเองก็กลับไปด้วยเสียงเบาๆ เช่นกัน


  “ขอประทานโทษครับ หัวหน้าฝ่ายข้าศึกมันหนีไปได้!!”

  ทหารที่เข้าไปจับตัวแบล็กฮาร์ดวิ่งมารายงานข่าวให้แอสเทียฟัง


  “คนแบบนั้นไม่มีทางจับตัวมาได้ง่ายๆ หรอก เอาเถอะช่วยไม่ได้...”


  “ตอนนี้ดูเหมือนทัพข้าศึกที่ล่าถอยจากเมืองกำลังตั้งขบวนใหม่อยู่ครับ”


  “ขอบใจสำหรับข่าวนะ”


  “ครับ!!”


  “อาจจะมีข้าศึกแอบซ่อนตัวอยู่ในเมือง ให้ทหารร้อยนายประจำที่นี่ ที่เหลือตามข้ามา!!”


  ลูน่าสั่งให้ทหารที่ไม่ได้ประจำอยู่ที่เมืองนี้เคลื่อนทัพไปเส้นทางที่พวกทหารข้าศึกล่าถอยไป แบล็กฮาร์ดที่เพิ่งจะหนีการจับกุมของพวกทหารวิหารแสงจันทร์มาได้ก็มาสมทบกับทัพทหารที่เพิ่งจะหนีมาจากเมืองอาลซัส


  “ท่านแบล็กฮาร์ด! ศัตรูครับ! ทัพวิหารแสงจันทร์มันบุกเข้ามาครับ!!”


  “วิหารแสงจันทร์งั้นเหรอ!? บ้าน่า! ทำไมพวกมันถึงมาในที่กันดารแบบนี้...!”


  “พวกวิหารแสงจันทร์งั้นเหรอ!?”


  “โดนฆ่าแน่ๆ”


  พวกลิซาร์ดที่เคยพ่ายแพ้ให้กับวิหารแสงจันทร์ถึงกับขวัญเสีย ส่วนทหารปีศาจที่เพิ่งจะเคยเจอกองทัพนี้ก็ออกอาการหวาดกลัวขึ้นมาด้วยเช่นกัน


  “เอาเถอะ ยังไงทางเราก็มีมังกรละนะ ข้าจะบดขยี้พวกมันทั้งหมดให้ดูเอง!!”


  ตัดภาพมาที่เมืองอาลซัส หลังจากแอสเทียได้ออกตามล่าทหารข้าศึกไปก็กลับมาประชุมวางแผนกับทุกคนว่าจะเอายังไงกับศึกครั้งหน้าที่จะถึงนี้


  “ทหารเรามีจำนวนหนึ่งพัน พอแบ่งไว้ปกป้องเมืองแล้ว ที่เหลือทำศึกก็จะเหลือแค่เก้าร้อย”

แม่ทัพใหญ่เรย์นาร์ดรายงานผลการตรวจเช็คกองทัพให้ทุกคนที่เข้ามาร่วมประชุมฟัง


  “อีกด้านมีกำลังถึงสามพัน ถึงจะลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังดูมากกว่าฝ่ายเราถึงสามเท่านะคะ”

ลูน่าพูด


  “ท่านเบลซคิดว่าศัตรูจะหนีไปที่ไหนงั้นเหรอคะ?”

  แอสเทียหันหน้าไปถามเบลซ


  “คิดว่าคงที่ราบมอลไชม์ครับ”


  “ที่ราบมอลไชม์ ทำไมถึงเป็นที่นั่น?”

  เซชิเลียถามขึ้น เพราะที่ราบนั่นอยู่ในเขตแดนของจักรวรรดิ แล้วทำไมกองทัพปีศาจของแบล็กฮาร์ดถึงได้หนีไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น


  “กองทัพปีศาจที่ได้รับการฝึกฝนมาจากแบล็กฮาร์ด ผมจำการฝึกของหมอนั่นได้ดีว่าหมอจะแบ่งกองพลอะไรออกมาบ้าง ส่วนใหญ่แล้วทหารที่หมอนั่นฝึกจะเป็นทหารที่เชี่ยวชาญด้านการบุกทะลวง พวกมันจะสวมเกราะเหล็กหนาทั่วทั้งตัว ใช้หอกยาวกับโลล่อันใหญ่บุกเข้ามาในคราวเดียว”


  “นั่นก็หมายความว่าอัศวินปีศาจพวกนั้นจะแสดงพลังได้อย่างเต็มที่ ก็แค่มีที่นั่นเท่านั้นสินะครับ”

  เรย์นาร์ดพูด


  “งั้นก็จะจัดการพวกมันที่นั่นสินะ ข้ากับพวกท่านเบลซจะคุมทหารสี่ร้อย ลูน่าดูแลทหารที่เหลือ”

  แอสเทียตัดสินใจได้แล้ว จึงได้ทำการแบ่งทัพ


  “อืม...”

  ลูน่าทำหน้าเหมือนจะคิดอะไรได้บางอย่าง แอสเทียเห็นลูสาวของเธอทำหน้าแบบนั้นแล้วจึงเดินเข้าไปถาม


  “ลูกมีแผนอะไรจะนำเสนอมั้ย?”


  “ลูกต้องการเชือกค่ะ”


  “ต้องการมากแค่ไหน?”


  “มากเท่าที่จะหาได้ค่ะ”


  ส่วนทางด้านสาวผมแดงก็ทำหน้าครุ่นคิดแผนได้เหมือนกัน เธอเดินตรงเข้าไปหาแอสเทียแล้วพูดออกไปว่า


  “ขอใช้ม้าสำรองได้ไหม พอดีว่าฉันนึกแผนอะไรดีๆ ออก”


  หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วยาม ทัพของทั้งสองฝ่ายก็ได้ประจันหน้า ณ ที่ราบมอลไซม์ แบล็กฮาร์ดแบ่งทหารเจ็ดร้อยนายเป็นสามส่วน ทัพแรกเป็นพลหอกกับพลธนุเจ็ดร้อย ทัพที่สองประกอบด้วยอัศวินปีศาจกับลิซาร์ดหนึ่งพันและมังกรบิน และทัพหลักจำนวนหนึ่งพัน


  กองทัพวิหารแสงจันทร์ที่มีกำลังผลเพียงแค่เก้าร้อยก็เริ่มออกอาการหวาดกลัวเมื่อได้เห็นทัพฝ่ายศัตรูที่มีจำนวนมากกว่า สายตาของ เบลซ ไอริส เซชิเลีย จับจ้องไปที่ทัพฝ่ายศัตรูด้วยอาการนิ่งเฉย เหมือนกับว่าพวกเขาทั้งสามคนไม่เกรงกลัวกองทัพที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาเลย


  กุบกับๆ

  เบลซขี่ม้าเดินเข้าไปหาแอสเทียที่อยู่หน้าขบวน เขาสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะพูดกับเธอออกไปว่า


  “กลัวรึเปล่าครับ?”


  “กลัวสิคะ แต่ยังไงก็ไม่คิดที่จะแพ้อยู่แล้ว”


  “บังเอิญจังนะครับ ผมเองก็เช่นกัน”


  เบลซไม่ได้ออกอาการแบบนี้มานานแล้ว หลังจากที่เขาหันหลังให้กับการเป็นอัศวิน


  แกร๊ก!

  แอสเทียชักดาบออกมาแล้วชี้ดาบขึ้นไปบนท้องฟ้า ในเมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว เธอจึงแกว่งดาบไปมาก่อนจะชี้ปลายดาบไปที่ทัพของศัตรู แล้วตะโกนเสียงออกมาดังๆ ว่า


  บุกได้!





++++++++++ To Be Continued ++++++++++






ปิด

ประกาศจาก Admin

ช่วยบริจาคค่า VPS หน่อยจ้า
ช่วยบริจาคค่า VPS หน่อยจ้า
ช่วยหน่อยเนอะ ไม่ได้บังคับนะเออ เเต่สักหน่อยก๊ยังดี ^^

ดู »

ThaiZeed

GMT+7, 19-9-2018 12:35 , Processed in 0.035014 second(s), 16 queries , Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2012  Template BY: GDC & 2th