เมนูเพิ่มเติม
เข้าชม: 1982|ตอบกลับ: 0

[Adminstrator]


เหงาจุง

อาสึนะ คิริโตะ HBD Tz Azusa Yui Mikasa Ackerman Hatsune Miku Tokisaki Kurumi 2Y Yatogami Tohka Itsuka Shido Tobiichi Origami Itsuka Kotori Yoshino Tokisaki Kurumi Kuriyama Mirai Yaya Mio Yukina Tsumugi HBD Miku 7Y Halloween 2014 Sinon  Christmas ! 2014 Happy new year 2015 Saitama Inori วันแม่ 2559

  • โมเอะ: 47525
  • Money: 5462132
  • Tz: 51242
  • Posts: 5429
  • Donate: 970 THB
  • Joined: 11-11-2011
พลังน้ำใจ: 196435
   Pet:
Rem V.1
หัวฟ้านางเอก

โพสต์เมื่อ 10-12-2011 22:33:01 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
j และ maxj  
ใช้ในการทำงานของloop หรือ repeat
อย่างที่รับรู้กัน loop หรือrepeat นั้น ไม่มีความแตกต่างกัน
ซึ่งมีผลเฉพาะกับtemplate syl เท่านั้น
การใช้งานของj และmaxj ต้องอยู่ระหว่าง! กับ !


j คือ ผลของจำนวนloop หรือrepeat ในแต่ละรอบ
โดยจะเริ่มต้นที่1เสมอ และสิ้นสุดที่ค่าmaxjเสมอ
maxj คือจำนวนสูงสุดของloopหรือrepeatที่กำหนด

ตัวอย่างเช่น
template syl repeat 5
หรือ template syl loop 5

ค่าmaxj จะเป็น 5
ส่วนค่าj ขึ้นอยู่กับว่าเป็นจำนวนรอบที่เท่าไหร่ ที่กำลังทำการรัน เริ่มต้นจาก1 สิ้นสุดที่ 5


ค่าของjและmaxj นี้เราสามารถนำมาใช้เล่นเอฟเฟคที่มีผลแตกต่างกัน
ได้เมื่อมีการวนลูป  เช่น

-  !retime("line",j*1000,0)!{\pos($sx,$sy)\t($start,$end,\fs!50!\alpha&HFF&)}

-  {\move($x,$y,!$x+15*math.cos(math.pi*2*j/maxj)!,!$y+15*math.sin(math.pi*2*j/maxj)!,$start,$end)\t($start,$end,\alpha&HFF&)}

จะเห็นว่าjและmaxj ใช้กับretimeก็ได้ ใช้กับเอฟเฟคก็ได้
ส่วนเอฟเฟคที่2เป็นเอฟเฟคจากhelp อาจจะงงๆกับmath.cos math.pi math.sinหน่อย

ขออธิบายคร่าวๆดังนี้ math.sin math.cos คือค่าคอส ค่าไซน์
ในตรีโกณมิติทางคณิตศาสตร์ ส่วนmath.pi คือค่าพาย พวกนี้เป็นสูตรคำนวณมุมนั่นเอง
http://en.wikipedia.org/wiki/Unit_circle#Trigonometric_functions_on_the_unit_circle
ลองเอาไปรันกับข้อความดูนะครับ


--------------------------------------
inline variables

คือ พวกค่าที่ตามหลังเครื่องหมาย$ หรือที่เรียกกันว่าDollar Sign
อย่างที่เคยเกริ่นกันไปแล้วในการทำคาราโอเกะระดับกลาง
พวกที่ตามหลังเครื่องหมาย $ นี้ เวลาใช้งานจะได้ค่าต่างๆ
ทำให้เราไม่ต้องไปกำหนดค่าหรือหาค่าตายตัวเองให้ยุ่งยาก

ตัวแปรที่ตามหลังเครื่องหมาย$ ปกติเราแบ่งออกเป็น 3 แบบ
1 พวกที่ทำงานกับบรรทัด(line)
2 พวกที่ทำงานกับคำหรืออักษร(syllabel)
3 พวกที่ทำงานกับบรรทัดหรืออักษรโดยโปรแกรมเลือกให้เองอัตโนมัติ(Automatic)

ถ้าพิจารณาจะเห็นว่า ตัวแปรนั้นถ้าเลือกใช้งานแบบที่3 ก็คงจะเสร็จสิ้นไม่ต้องยุ่งยาก
แต่ความเป็นจริง โปรแกรมไม่มีความฉลาดพอที่จะรู้ได้ว่า อะไรจะต้อง
ทำงานกับบรรทัด อะไรจะต้องทำงานกับตัวอักษร
ทำให้การเลือกของโปรแกรมโดยอัตโนมัตินั้น อาจจะเกิดการเลือกผิดๆถูกๆ
ผล คือ เอฟเฟคเกิดการผิดเพี้ยนไป

ก่อนอื่นเรามารู้จักตัวแปรทั้งหมดก่อน



ตัวแปรเหล่านี้มักใช้ร่วมกันกับtags ต่างๆเพื่อให้เกิดผลเอฟเฟคที่ต้องการ
เรามาดูทีละแบบกันว่าใช้งานอย่างไร เช่นไร

- ตัวแปรที่ทำงานกับบรรทัด
ตัวแปรที่ทำงานกับบรรทัดนั้น ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจคำว่าบรรทัดหรือlineก่อน
บรรทัดหรือline คือแถวที่เรียงกันของตัวอักษร ในลักษณะแนวนอน
ซึ่งบรรทัดเหล่านี้นั้น เป็นที่วางตัวอักษรนั่นเอง เราจะมองไม่เห็น

แต่ว่ามันจะเกี่ยวข้องกับการจัดสรรวางตำแหน่ง
ซึ่งline แต่ละline นั้นมีความยาวและความสูงแตกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับคำหรือประโยคในบรรทัดนั้นว่ายาวหรือสั้นขนาดไหน
หรือมีลักษณะตัวอักษรเล็กใหญ่ขนาดใด ดังนั้น จะเห็นว่าตัวเลขเหล่านี้ล้วนไม่แน่นอน

เราจึงใช้ตัวแปรเพื่อระบุค่าของมันออกมาแทน และตัวแปรเหล่านั้นจะตามหลังเครื่องหมาย$
และส่วนที่อยู่หน้าคำจะเป็น L ตัวเล็ก เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าทำงานกับline
ค่าที่ออกมาจะเป็นค่าของบรรทัด

ก่อนอื่นคงจะจำ คงจำกันได้ในบทแรกๆเรื่องส่วนต่างๆของโปรแกรมได้


แน่นอนว่าสิ่งที่เกี่ยวข้องกับlineทั้งหมดอยู่ในส่วนนี้นั่นเอง


$layer ใช้บอกเลขเลเยอร์
เลขเลเยอร์นั้นใช้สำหรับเรื่องการซ้อนทับของคำในกรณีที่อยู่ตำแหน่งเดียวกัน
เลเยอร์นั้นเหมือนโปรแกรมโฟโต้ช้อป เลขเลเยอร์สูงจะถูกโชว์ออกมาบนสุด
จะขออธิบายเลเยอร์ซักนิด

ปกติเมื่อคำอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ในเลเยอร์เดียวกัน จะทำให้ตำแหน่งของคำอยู่กันคนละบรรทัด
ภาพแรกเลเยอร์บรรทัดที่6 กับ7 เป็น0ทั้งคู่ โปรแกรมไม่โชว์เลขเลเยอร์

แต่ถ้าเลขเลเยอร์คนละอันกันแล้วล่ะก็ จะเกิดการซ้อนกันโดยเลขเลเยอร์มาก จะอยู่หน้าสุด
ภาพนี้บรรทัดที่6 เป็น1 มากกว่าอีกอัน จึงอยู่หน้าสุด

ภาพนี้บรรทัดที่7 เป็น1 มากกว่าอีกอัน จึงอยู่หน้าสุด




$style บอกชื่อสไตล์ของบรรทัดนั้นๆ   



$actor บอกชื่อนักแสดงactorของบรรทัดนั้น


$margin_l ใช้บอกระยะห่างของข้อความกับขอบจอทางซ้ายมือ
$margin_r ใช้บอกระยะห่างของข้อความกับขอบจอทางขวามือ
$margin_vใช้บอกระยะห่างของข้อความกับขอบจอในแนวตั้ง มีค่าเท่าmargin_t
$margin_t ใช้บอกระยะห่างของข้อความกับขอบจอทางด้านบน
$margin_b ใช้บอกระยะห่างของข้อความกับขอบจอทางด้านล่าง

เรื่องmarginนี้ ขออธิบายคร่าวๆดังนี้
marginเป็นขอบระยะห่างของข้อความกับจอ
ถ้าจัดข้อความชิดด้านหนึ่งด้านใดในstyle เราจะเห็นความห่างของขอบจอกับด้านนั้นๆได้
รายละเอียดmarginอ่านได้ในบทส่วนต่างๆของโปรแกรม


$syln จำนวนคำในบรรทัดนั้นๆ โดยนับจากจำนวน\kทั้งหมด
มี\kกี่อันก็ได้จำนวนคำตามนั้นครับ



$lstart ใช้บอกค่าเวลา start ของบรรทัดนั้นๆ เป็นมิลลิวินาที
$lend ใช้บอกค่าเวลา end ของบรรทัดนั้นๆ เป็นมิลลิวินาที
$ldur ใช้บอกค่า ช่วงเวลาการใช้งานของบรรทัดนั้นๆจากstart ถึง end เป็น
หน่วยเป็น centiseconds ซึ่งมากกว่ามิลลิวินาที อยู่ 10 เท่า
$lmid ใช้บอกเวลากึ่งกลางของบรรทัดนั้นๆ เป็นมิลลิวินาที (lstart+lend)/2


$li บอกว่าเป็นบรรทัดที่เท่าไหร่ในไฟล์ซับไตเติ้ล แน่นอนครับว่าในไฟล์นะ
ไม่ใช่บรรทัดที่เราเห็นอยู่ในส่วนของข้อความ แต่เป็นบรรทัดในไฟล์
ซึ่งเราเปิดไฟล์ซับไตเติ้ลได้ด้วยnotepadหรืออื่นๆ  ค่าของ$liจะเป็นค่าของบรรทัดนั้นๆ

ภาพแรกจะเห็นได้ว่าค่า$liไม่ใช่เลขของบรรทัดนั้น


ภาพนี้เป็นการเปิดไฟล์.ass ด้วย โปรแกรมอื่นๆ สังเกตนะครับ
ว่าเป็นค่า$liของบรรทัดที่ขีดเส้นใต้ด้วยสีแดง



$lleft ใช้บอกตำแหน่งซ้ายสุดของบรรทัดนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนx
$lcenter ใช้บอกตำแหน่งตรงกลางของบรรทัดนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนx
$lright ใช้บอกตำแหน่งขวาสุดของบรรทัดนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนx

$ltop ใช้บอกตำแหน่งบนสุดของบรรทัดนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนy
$lmiddle ใช้บอกตำแหน่งตรงกลางของบรรทัดนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนy
$lbottom ใช้บอกตำแหน่งล่างสุดของบรรทัดนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนy



$lx  ใช้บอกค่าแกน x ที่บรรทัดนั้นตั้งอยู่ มักใช้คู่กับ\pos
$ly ใช้บอกค่าแกน y ที่บรรทัดนั้นตั้งอยู่ มักใช้คู่กับ\pos


$lwidth ใช้บอกความกว้างของบรรทัดนั้นๆ
$lheight ใช้บอกความสูงของบรรทัดนั้นๆ



-ตัวแปรที่ทำงานกับคำหรือข้อความ
ส่วนใหญ่แล้วตัวแปรที่ทำงานกับคำนั้น ใช้เหมือนกับตัวแปรที่ทำงานร่วมกับline
เพียงแต่เจาะรายละเอียดเป็นคำๆแทนที่จะเป็นบรรทัดทั้งบรรทัด โดยแยกคำนั้นๆตาม\kที่ใส่

$sstart ใช้บอกเวลาเริ่มต้นของคำนั้นๆ หน่วยเป็นมิลลิวินาที
$send  ใช้บอกเวลาสิ้นสุดของคำนั้นๆ หน่วยเป็นมิลลิวินาที
$smid  ใช้บอกเวลากึ่งกลางของคำนั้นๆ หน่วยเป็นมิลลิวินาที
$sdur  ใช้บอกช่วงระยะเวลาของคำนั้นๆ หน่วยเป็นเซ็นติวินาที มากกว่ามิลลิวินาที10เท่า
$skdur ใช้บอกช่วงระยะเวลาของคำนั้นๆ หน่วยเป็นมิลลิวินาที

$si   ใช้บอกindexของคำๆนั้น ว่าเป็นคำที่เท่าไหร่ ของบรรทัดนั้น



$sleft ใช้บอกตำแหน่งซ้ายสุดของข้อความนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนx
$scenter ใช้บอกตำแหน่งตรงกลางของข้อความนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนx
$sright ใช้บอกตำแหน่งขวาสุดของข้อความนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนx

$stop ใช้บอกตำแหน่งบนสุดของข้อความนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนy
$smiddle ใช้บอกตำแหน่งกึ่งกลางของข้อความนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนy
$sbottom ใช้บอกตำแหน่งล่างสุดของข้อความนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนy


$sx  ใช้บอกตำแหน่งแนวแกนxของข้อความนั้นๆ มักใช้คู่กับ\pos
$sy ใช้บอกตำแหน่งแนวแกนyของข้อความนั้นๆ มักใช้คู่กับ\pos

$swidth  ใช้บอกความกว้างของข้อความนั้นๆ
$sheight ใช้บอกความสูงของข้อความนั้นๆ


- ตัวแปรที่โปรแกรมเลือกการทำงานให้อัตโนมัติ
อาจจะเลือกเป็นแบบบรรทัด หรือเลือกเป็นแบบคำอย่างใดอย่างหนึ่ง
เพราะว่าตัวโปรแกรมมันไม่ได้ฉลาดที่จะรู้ว่า การเลือกที่ถูกต้องเป็นอย่างไหนกันแน่
ดังนั้นการใช้ตัวแปรเหล่านี้จึงไม่มีความสเถียร และอาจเกิดความผิดพลาดได้ง่าย
ถ้าเป็นกรณีที่ซีเรียสว่าต้องเป็นค่าอะไรๆ ใช้ตัวแปรทางด้านบนๆจะดีกว่าครับ

$start ใช้บอกเวลาเริ่มต้นของคำหรือบรรทัดนั้นๆ หน่วยเป็นมิลลิวินาที
$end ใช้บอกเวลาสิ้นสุดของคำหรือบรรทัดนั้นๆ หน่วยเป็นมิลลิวินาที
$mid ใช้บอกเวลากึ่งกลางของคำหรือบรรทัดนั้นๆ หน่วยเป็นมิลลิวินาที
$dur ใช้บอกช่วงระยะเวลาของคำนั้นๆ หน่วยเป็นวินาที
$kdur ใช้บอกช่วงระยะเวลาของคำหรือบรรทัดนั้นๆ หน่วยเป็นมิลลิวินาที

$i ใช้บอกindexของคำๆหรือบรรทัดนั้น

$left ใช้บอกตำแหน่งซ้ายสุดของข้อความในบรรทัดนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนx
$center ใช้บอกตำแหน่งตรงกลางของข้อความในบรรทัดนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนx
$right     ใช้บอกตำแหน่งขวาสุดของข้อความในบรรทัดนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนx

$bottom ใช้บอกตำแหน่งล่างสุดของข้อความในบรรทัดนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนy
$middle ใช้บอกตำแหน่งกึ่งกลางของข้อความนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนy
$top ใช้บอกตำแหน่งบนสุดของข้อความนั้นๆ เป็นการบอกค่าตามแนวแกนy

$x ใช้บอกตำแหน่งแนวแกนxของข้อความหรือบรรทัดนั้นๆ มักใช้คู่กับ\pos
$y ใช้บอกตำแหน่งแนวแกนyของข้อความหรือบรรทัดนั้นๆ มักใช้คู่กับ\pos

$width  ใช้บอกความกว้างของข้อความหรือบรรทัดนั้นๆ
$height ใช้บอกความสูงของข้อความหรือบรรทัดนั้นๆ


การใช้งานก็แค่เอาไปใช้ควบคู่กับtags เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ต้องการนั่นเอง
จบเรื่องเครื่องหมายตัวแปรคามหลังเครื่องหมาย$ เพียงเท่านี้ครับ


ปิด

ประกาศจาก Admin

ช่วยบริจาคค่า VPS หน่อยจ้า
ช่วยบริจาคค่า VPS หน่อยจ้า
ช่วยหน่อยเนอะ ไม่ได้บังคับนะเออ เเต่สักหน่อยก๊ยังดี ^^

ดู »

ThaiZeed

|ดูการ์ตูนออนไลน์|โหลดการ์ตูน|Doujin|ดูการ์ตูนซับไทย|ดูการ์ตูนพากย์ไทย|อ่านการ์ตูน|

GMT+7, 7-12-2016 04:50 , Processed in 0.029979 second(s), 16 queries , Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2012  Template BY: GDC & 2th